หลังคืนลอยกระทง ขยะในแม่น้ำเกิดอะไรขึ้น และเราควรรับผิดชอบอย่างไร

4

ค่ำคืนลอยกระทงมักเต็มไปด้วยภาพสวยงามของแสงเทียนบนผิวน้ำ แต่เช้าวันถัดมา ภาพที่เจ้าหน้าที่และชุมชนริมคลองเห็นกลับต่างออกไปอย่างชัดเจน คำถามเรื่อง ลอยกระทงกับสิ่งแวดล้อม จึงไม่ใช่แค่ประเด็นเชิงรณรงค์อีกต่อไป แต่เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นทุกปี เมื่อกระทงนับแสนใบไหลรวมกันอยู่ในแม่น้ำ คูคลอง และท่อระบายน้ำ พร้อมเศษพลาสติก เชือก ลวดหมุด และวัสดุตกแต่งที่ไม่ย่อยสลายตามมา

หลังคืนลอยกระทง ขยะในแม่น้ำเกิดอะไรขึ้น และเราควรรับผิดชอบอย่างไร

หลายคนอาจคิดว่า ถ้ากระทงทำจากใบตอง หยวกกล้วย หรือขนมปัง ก็น่าจะ “ไม่เป็นไร” เพราะย่อยสลายได้ แต่ในโลกของระบบนิเวศน้ำ เรื่องนี้ซับซ้อนกว่านั้นมาก ขยะที่ลงแม่น้ำไม่ได้สร้างผลกระทบแค่เรื่องความสกปรกที่มองเห็นด้วยตาเท่านั้น หากยังเกี่ยวข้องกับคุณภาพน้ำ การใช้ออกซิเจนของจุลินทรีย์ การอุดตันทางระบายน้ำ และภาระเก็บกวาดที่เมืองต้องจ่ายทุกปี

เช้าวันรุ่งขึ้น ขยะในแม่น้ำเป็นอย่างไร

หลังคืนงาน กระทงจำนวนมากไม่ได้ลอยไปอย่างสวยงามจนหายไปเอง แต่จะค่อย ๆ รวมตัวตามจุดอับน้ำ ใต้สะพาน หน้าประตูระบายน้ำ และริมตลิ่ง เมื่อกระแสน้ำพัดพาไม่ต่อเนื่อง ขยะเหล่านี้จะกองทับกันจนกลายเป็นแพลอยน้ำขนาดเล็กถึงขนาดใหญ่ ยิ่งถ้ามีฝนหรือมีเศษขยะเดิมอยู่แล้ว ปัญหาจะยิ่งชัดขึ้น

ข้อมูลจากกรุงเทพมหานครในบางปีสะท้อนภาพนี้ได้ดี เช่น ปี 2566 มีการจัดเก็บกระทงจากแม่น้ำและคูคลองได้ 639,828 ใบ แม้ส่วนใหญ่เป็นวัสดุธรรมชาติ แต่จำนวนมหาศาลระดับนี้ก็ยังหมายถึงขยะจำนวนมากที่ต้องรีบเก็บออกจากน้ำภายในเวลาอันสั้น หากช้าเพียงไม่กี่ชั่วโมง กระทงที่เริ่มเปื่อยจะกระจายตัว กลายเป็นเศษอินทรียวัตถุชิ้นเล็ก ๆ เก็บยากกว่าเดิม

  • ขยะชิ้นใหญ่ เช่น ตัวกระทง โฟม ถุงพลาสติก และภาชนะใส่ของไหว้
  • ขยะชิ้นเล็ก เช่น เข็มหมุด ลวดเย็บ เชือก เทียน พลาสติกห่อดอกไม้ และกากสี
  • เศษอินทรียวัตถุ จากใบตอง ดอกไม้ ขนมปัง และหยวกกล้วยที่เริ่มเน่า
  • คราบและกลิ่น ที่เกิดจากการหมักหมมเมื่อขยะค้างอยู่ในน้ำนิ่ง

กระทงธรรมชาติ ไม่ได้แปลว่าไร้ผลกระทบ

นี่คือจุดที่หลายคนเข้าใจคลาดเคลื่อนมากที่สุด วัสดุธรรมชาติย่อยสลายได้จริง แต่การย่อยสลายในน้ำต้องใช้ออกซิเจน เมื่ออินทรียวัตถุลงไปพร้อมกันจำนวนมาก จุลินทรีย์จะเร่งย่อยสลายและดึงออกซิเจนละลายในน้ำไปใช้ ส่งผลให้สัตว์น้ำเครียดหรืออยู่ในสภาพแวดล้อมที่แย่ลง โดยเฉพาะบริเวณที่น้ำไหลช้า

ผลกระทบที่มองเห็นได้ชัด

  • น้ำขุ่นและมีกลิ่นเร็วขึ้นในจุดที่ขยะสะสม
  • ทางระบายน้ำอุดตัน เพิ่มความเสี่ยงน้ำท่วมขัง
  • เจ้าหน้าที่ต้องใช้แรงงานและงบประมาณจำนวนมากในการเก็บกวาด

ผลกระทบที่มักถูกมองข้าม

  • ออกซิเจนในน้ำลดลงจากการย่อยสลายของเศษพืชและอาหาร
  • สัตว์น้ำอาจกินเศษวัสดุตกแต่งเข้าไปโดยไม่ตั้งใจ
  • ขยะบางชนิดแตกตัวเป็นชิ้นเล็ก เก็บยาก และค้างในระบบนิเวศนานกว่าที่คิด

พูดอีกแบบคือ ต่อให้เราเลือกกระทง “รักษ์โลก” แต่ถ้ายังมีจำนวนมากเกินศักยภาพของแม่น้ำที่จะรองรับ ผลกระทบก็ยังเกิดอยู่ดี ประเด็นของ ลอยกระทงกับสิ่งแวดล้อม จึงไม่ได้อยู่ที่วัสดุอย่างเดียว แต่อยู่ที่ “ปริมาณ” และ “วิธีจัดการหลังจบงาน” ด้วย

ทำไมปัญหานี้ยังเกิดซ้ำทุกปี

เหตุผลสำคัญคือประเพณีถูกมองในฐานะกิจกรรมชั่วคราว แต่ผลกระทบต่อแม่น้ำไม่ได้จบในคืนเดียว หลายพื้นที่มีคนร่วมงานหนาแน่น กระทงหนึ่งใบอาจดูเล็กน้อย แต่เมื่อคูณกับคนทั้งเมือง ภาระที่เกิดขึ้นสูงมากทันที ยิ่งมีความเชื่อว่าใช้วัสดุธรรมชาติแล้ว “ปล่อยได้” ก็ยิ่งทำให้การตัดสินใจง่ายขึ้นโดยไม่คิดถึงผลรวม

อีกเรื่องที่ไม่ค่อยถูกพูดถึงคือ ขยะหลังลอยกระทงไม่ได้มีแค่กระทง บริเวณงานมักมีแก้วพลาสติก ถุงอาหาร ไม้เสียบ ลูกโป่ง และบรรจุภัณฑ์จากร้านค้า สิ่งเหล่านี้ต่างหากที่สร้างปัญหาระยะยาวกว่าวัสดุธรรมชาติหลายเท่า ดังนั้น หากจะคุยเรื่องลอยกระทงกับสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง เราต้องมองทั้งระบบ ตั้งแต่การผลิต การจัดงาน การเก็บกวาด ไปจนถึงพฤติกรรมของผู้ร่วมงาน

ถ้ายังอยากรักษาประเพณี ควรทำอย่างไรให้กระทบน้อยลง

คำตอบไม่จำเป็นต้องสุดโต่งถึงขั้นเลิกทุกอย่าง แต่ควรปรับวิธีให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมปัจจุบันมากขึ้น เพราะแม่น้ำในเมืองวันนี้ไม่ได้มีความสามารถฟื้นตัวเหมือนในอดีต

  • ลอย 1 ครอบครัว 1 กระทง ลดจำนวนตั้งแต่ต้นทางได้มากกว่าที่คิด
  • เลือกกระทงที่ไม่มีวัสดุแฝง ไม่มีโฟม พลาสติก เข็มหมุด หรือลวด
  • หลีกเลี่ยงของตกแต่งเกินจำเป็น ความสวยที่อยู่ไม่นานอาจกลายเป็นขยะอยู่นาน
  • สนับสนุนจุดลอยที่มีระบบเก็บกู้ทันที ช่วยลดเวลาที่ขยะค้างในน้ำ
  • เปิดใจต่อกิจกรรมทางเลือก เช่น ลอยกระทงออนไลน์ หรือลอยในบ่อปิดที่จัดการขยะได้ง่าย

สิ่งสำคัญคือ อย่ามองว่าการลดผลกระทบทำให้ประเพณีเสียความหมาย ตรงกันข้าม มันคือการรักษา “เจตนา” ของประเพณีให้ยังเคารพสายน้ำอย่างแท้จริง ไม่ใช่ขอขมาน้ำในคืนหนึ่ง แล้วทิ้งภาระไว้ให้แม่น้ำรับต่อในเช้าวันถัดมา

สรุป: ภาพสวยบนผิวน้ำ อาจมีต้นทุนที่ซ่อนอยู่

ขยะในแม่น้ำหลังลอยกระทงไม่ได้เป็นแค่เรื่องความสกปรกชั่วคราว แต่เชื่อมโยงไปถึงคุณภาพน้ำ ระบบนิเวศ การระบายน้ำ และภาระของเมืองโดยตรง ต่อให้ใช้วัสดุธรรมชาติ หากมีจำนวนมากเกินไปก็ยังสร้างผลกระทบได้เสมอ บางทีคำถามที่ควรถามไม่ใช่แค่ว่า “กระทงทำจากอะไร” แต่คือ “แม่น้ำต้องรับอะไรบ้างหลังเรากลับบ้าน”

เมื่อมองแบบนี้ ประเพณีจะไม่ใช่เรื่องที่ต้องเลือกระหว่างการอนุรักษ์วัฒนธรรมหรือการอนุรักษ์ธรรมชาติ แต่เป็นโอกาสให้เราปรับวิธีเฉลิมฉลองให้ทันโลกที่เปลี่ยนไป หากปีนี้คุณยังอยากลอยกระทง ลองเลือกวิธีที่เบากับแม่น้ำขึ้นอีกนิด เพราะบางครั้งการเคารพธรรมชาติจริง ๆ อาจเริ่มจากการทิ้งบางอย่างให้น้อยลง

อ้างอิงข้อมูลทั่วไปจากรายงานการจัดเก็บกระทงของกรุงเทพมหานคร และแนวทางด้านคุณภาพน้ำของหน่วยงานสิ่งแวดล้อมภาครัฐ